Categories
SEO

สรุปข้อมูลและเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการทำ SEO 2018 – 2019

การทำ SEO 2019 เป็นปีที่ดุเดือดอีกปี ซึ่งส่งผลลากยาวมาถึงปี 2019 ทำให้หลายๆ สำนักคาดการณ์ว่าอาจจะมีการปรับอัลกอริทึ่มอีกหลายครั้งในปี 2020 ซึ่งเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับนักทำ SEO โดยในปี 2018 – 2019 มีหลายๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจ โดยบทความนี้จะสรุปเหตุการณ์ที่สำคัญๆ และเพื่อเป็นการปูพื้นฐานการทำ SEO สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ครับ การทำ SEO สำหรับ SME

ข้อมูลทั้งหมดนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บ MOZ

การปรับ “Core Update” เดือนมีนาคม 2018

การทำ SEO 2019

จากข้อมูลของเว็บ SEROUNDTABLE ได้อัพเดตบทความการอัพเดตอัลกอริทึ่มของ Google ส่งผลให้หลายๆ เว็บมีทราฟิกลดลง โดยวันที่ ที่มีการอ้างอิงถึงการปรับอัลกอริทึ่ม คือวันที่ 8 มีนาคม ทีมงานของ Google ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า

Each day, Google usually releases one or more changes designed to improve our results. Some are focused around specific improvements. Some are broad changes. Last week, we released a broad core algorithm update. We do these routinely several times per year….

— Google SearchLiaison (@searchliaison) March 12, 2018

ถึงแม้ Google เองจะไม่ได้สรุปออกมาแน่ชัด แต่ก็ทำให้นักทำ SEO รู้ถึงสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึ่มอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับครั้งใหญ่ในช่วงต้นปี

ในวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2019 Google ได้มีการจัดงาน Webmaster Conference Bangkok ขึ้น โดยทางคุณ Gary Illyes หนึ่งในผู้บรรยายในวันนั้น ก็ได้แจ้งให้ทางผู้พัฒนาไม่ต้องกังวล และให้พัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองให้ดีต่อไป

ในมุมมองของผม ก็คิดว่าการพัฒนาเว็บไซต์การควรทำเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานจริงๆ การปรับแต่ง SEO ถึงจะได้ผล เพราะระบบ Search engine มีการพัฒนาความสามารถอยู่ตลอดเวลา เราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่า ต้องปรับแบบไหนถึงจะมีอันดับที่ดี แต่ถ้าเราพัฒนาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานให้เค้าแก้ปัญหาในเรื่องนั้นได้ โอกาสที่มีผู้ใช้กลับมาใช้งานอย่างสม่ำเสมอนั้น มีความเป็นไปได้ที่สูงมากกว่า ที่จะพยายามปรับแต่งเว็บเพื่อให้อันดับดีเป็นอย่างเดียว

Mobile-First Index ในวันที่ 26 มีนาคม 2018

ถ้านักพัฒนาเว็บเข้าใจงาน Google search console จะพบว่า Google เริ่มมีการใช้ Mobile-First Index เพิ่มเข้ามา ทำให้ไม่มีการแยกระหว่าง Desktop และ Mobile ออกจากกัน ทำให้นักพัฒนาต้องหันมาสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นบน Mobile ด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ Rolling out mobile-first indexing

สิ่งที่ควรทราบ ในการทำ SEO 2019 หลังจากการปรับจะมีดังนี้

  • จะมีการจัดทำดัชนี หรือการ Index โดยใช้ Mobile-First ที่ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะแยกออกจากเรื่องของ Mobile-friendly ที่นักพัฒนาต้องทำให้เว็บไซต์สามารถใช้งานได้เหมาะสมบนมือถือ
  • การทำเนื้อหาให้เหมาะสมกับการใช้งานบนมือถือ จะมีประโยชน์ต่อการช่วยให้เว็บไซต์ มีการจัดดับที่ดี ในหน้าผลการค้นหาของ Search engine บนมือถือ
  • การทำให้เว็บไซต์สามารถโหลดได้เร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำอันดับที่ดีบนมือถือ และบทเดสทอป
  • และสุดท้าย ยังมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ ซึ่งอาจจะมีการแสดงผลเว็บไซต์ที่ไม่เป็น Mobile-friendly อยู่ ถ้าเว็บไซต์ไซต์นี้ยังคงมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา

ในปี 2018 ประเด็นที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของการปรับความเร็วของเว็บไซต์ ในส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลมหาศาล ซึ่งผู้ใช้งานมีทางเลือกที่มากขึ้น การทำให้เว็บไซต์โหลดได้ช้า จะทำให้เสียโอกาสในการรักษาผู้ใช้งานไปนั่นเอง

YMYL เป็นเรื่องที่มีการพูดถึงในปี 2018

YMYL เป็นตัวย่อของ “Your money your life” ซึ่งในส่วนของตัว “M” ไม่ได้หมายถึง Money เสมอ ทางเว็บ ignitevisibility ก็ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ

หน้าเพจแบบไหนที่เข้าข่าย YMYL มีดังต่อไปนี้ครับ health, happiness, safety, หรือ financial ผมขอยกเป็นภาษาอังกฤษมาเพื่อให้ทางได้พิจารณาได้ง่ายขึ้นว่าเว็บของเราเข้าข่ายหรือไม่นะครับ

ในปี 2019 มีการปรับครั้งใหญ่หลายครั้งทำให้นักทำ SEO แทบน้ำตาล่วง

ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่ามีการปรับอัลกอริทึ่มคือ มีนาคม, เมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายน, กันยายน และตุลาคม สำหรับการปรับอัลกอริทึ่มถึงจะได้รับการยืนยันว่าปรับจริง แต่ก็ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่ Google ได้ปรับเพื่อให้นักพฒนาได้แก้ไขตาม คำตอบที่ได้กลับมามักจะตอบกว้างๆ ว่ามีการปรับหลายอย่าง ซึ่งนักพัฒนาไม่ต้องกังวลมากนัก เพียงแค่พัฒนาเว็บไซต์ให้ดีสำหรับผู้ใช้งานก็พอ

ทำไมการปรับอัลกอรึทึ่มแต่ละครั้งถึงมีความสำคัญ

การปรับในแต่ละครั้ง ถ้านักพัฒนาเว็บไซต์มีการพัฒนาบางอย่างออกไป ซึ่งตรงกับ Core updates ก็จะส่งผลโดยตรงต่อทราฟิกของเว็บไซต์ ถ้าในช่วงเดือนที่กล่าวไปนั้นอันดับของคุณตกลงไป หรือมีทราฟิกลดลงอาจจะเป็นผลมาจากการปรับอัลกอริทึ่มนั่นเอง

สำหรับแนวทางของปี 2020 ควรวางแผน SEO อย่างไร

ในปี 2020 นี้ SEO จะต้องโฟกัสไปที่ผู้ใช้งานเป็นหลัก เพราะ Google เองเป็น search engine ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีการปรับอะไรอีกหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำก็คือ

  1. เว็บไซต์ ต้องใช้งานผ่านมือถือได้ 100% และควรติดตามทุกการกระทำของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ออกมาเร็วที่สุด
  2. ควรปรับความเร็วของเว็บไซต์ให้ตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม Google เองมีเครื่องมือที่ใช้ในการวัดอย่าง Google page speed มีคะแนน 0-100 พยายามปรับให้ได้ตัวเลขสีเหลืองเป็นอย่างน้อยนะครับ เพราะถือเป็นความเร็วที่พอรับได้ เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เพราะมีเชิคเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้อง
  3. อย่าพยายามทำ SEO ให้มองถึงประสบการณ์ที่ดี ในการเลือกคำค้นหา และจุดมุ่งหมายของผู้ใช้งาน
  4. รูปภาพ และวิดีโอต้องปรับให้พอดี เหมาะสมกับเว็บไซต์
  5. ปรับปรุงให้ชื่อบทความ และคำอธิบายบทความ เป็นที่น่าสนใจบนผลการค้นหาของ Search engine

Photo by CoWomen from Pexels

Categories
SEO

การทำ SEO เพื่อติด 10 อันดับแรก สำหรับ SME ทำอย่างไรให้ได้ยอดขายเพิ่มขึ้น

การทำ SEO เป็นการตลาดออนไลน์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน ถ้าใครไม่ทำ SEO แทบจะพลาดโอกาสในการทำธุรกิจยุคนี้ไปเลย เพราะมีผู้ใช้งาน Google ในการคนหาถึง 3,000 ล้านครั้ง ใช้เวลามากกว่าในการเล่นอินเตอร์เนตถึง 4.18 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าสูงมาก

สำหรับบทความนี้ ทางทีมงาน Unfolads จะแนะนำถึงข้อมูลพื้นฐานและเคล็ดลับสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่ม ทำ SEO ให้กับธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาของ Search engine อย่าง Google และเป็นการปูพื้นฐานการตลาดออนไลน์ในรูปแบบของ Free traffic ครับ สำหรับคนที่พอรู้รัก SEO แล้วผมมีอัพเดตข้อมูลของการทำ SEO ในปี 2019 มาให้ที่บทความนี้แล้วครับ สรุปข้อมูลและเหตุการณ์สำคัญในการทำ SEO ปี 2018 – 2019

การทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO คือ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาสำหรับ Google หรือที่เรียกว่า Search Engine Optimization

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เครื่องมือค้นหาอย่างเช่น Google ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจ โดยพื้นฐานของ Search engine ถูกสร้างขึ้นจากการค้นหามากกว่า 700 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งจากข้อมูลนี้เอง ทำให้ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับศักยภาพการเข้าถึงของของลูกค้าผ่าน Search Engine อย่างแท้จริง

ปัจจุบันมีคนมากกว่า 75% ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อต้องการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ เว็บไซต์ใน 3 ตำแหน่ง บนหน้าแรก Google จะได้รับ 90% ของปริมาณการใช้เครื่องมือค้นหา ซึ่งสามารถสร้างยอดขายไดเป็นอย่างมาก โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินในการลงโฆษณาเลย

การทำ-SEO

ถ้าหากเราทำเว็บไซต์อยู่แล้ว เป้าหมายหลักๆ ก็ควรทำให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกๆ ของ SERP (Search Engine Results Pages) เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้งานของผู้ที่เข้ามาค้นหาในคำค้นหานั้นๆ ให้เข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา

จะทำอย่างไรให้ติดอันดับสูงๆ บน Google ดี? ……….

การทำ SEO ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างที่หลายคนเชื่อ โดยมักจะมีคำถามที่ถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า “ผมเพิ่งสร้างเว็บไซต์ของธุรกิจเสร็จ แต่ไม่ปรากฏใน Google เลยจะทำอย่างไรดี”

ถ้าอย่างรู้ว่าเว็บไซต์ของเราถูกนำมาจัดดัชนี หรือมา Index บน Google หรือยัง วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ผม site:yourdomain.com ลงไปที่ช่องการค้นหาของ Google ถ้าพบจำนวนเพจ แสดงว่า Google ได้เข้ามาเก็บข้อมูลของเราเรียบร้อยแล้ว แต่การเช็คแบบนี้ ไม่ได้บอกว่าเว็บของเราอยู่อันดับต้นๆ ของ Google ในคำนั้นๆ แล้ว

วิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ของเรา อยู่อันดับต้นๆ ของคำค้นหานั้นๆ คุณต้องปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บเราได้ง่ายๆ ดังนี้นะครับ

การทํา-seo-ด้วยตัวเอง

การปรับแต่งเพื่อให้ Google
เข้ามาเก็บข้อมูลที่เว็บเรา

ทุกคนที่มีเว็บไซต์ก็ต้องอยากที่จะเป็นที่ 1 ใน หน้าคำค้นหาบน google สำหรับ Keyword ทีเราเลือกมาแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ เพื่อโอกาสที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้ โดยผมสรุปข้อมูลมาให้เบื้องต้นว่า เราควรจะทำอย่างไรให้ Google มาเก็บข้อมูลไปทำอันดับบน Google

  1. เชื่อมต่อเว็บไซต์เข้า google search console
  2. สร้าง Site map ของเว็บไซต์ แล้วเพิ่มไปยังGoogle search console
  3. พิมพ์ URL ที่เราต้องการให้ Google เก็บข้อมูลมาทำ Indexing
  4. ปรับแต่งหน้าเพจให้มี Keyword ในเนื้อหา ซึ่งจะเรียกว่า การปรับ Onpage
  5. ปรับความเร็วของเว็บโดยใช้ Google page Speed เข้ามาช่วยเช็ค

หลังจากที่เราเพิ่มข้อมูลด้วยวิธีการข้างต้นแล้ว ตัว Google เองจะใช้หุ่นยนต์ที่เรียกว่า “สไปเดอร์” ซึ่งใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนในการ “จัดอันดับ” โดยจะให้ความสำคัญ ซึ่งดูความเกี่ยวข้องกับคำหลักซึ่งเรียกว่า “อัลกอริทึม”

การปรับ SEO จะใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มการจัดอันดับเว็บไซต์ ยิ่งทำการปรับเปลี่ยนเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับ “อัลกอริทึม” ก็ยิ่งช่วยจัดอันดับได้ดียิ่งขึ้น

มีขั้นตอนหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ – “ในหน้า” และ “ปิดหน้า” บนหน้าคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเนื้อหาทางกายภาพของเว็บไซต์และรหัสที่ประกอบกันเป็นหน้าเว็บแต่ละหน้า ซึ่งรวมถึงการผสานคำหลักในส่วนต่างๆของเว็บไซต์ที่ SE เห็นว่าสำคัญ การเพิ่มประสิทธิภาพหน้า Off เป็นกระบวนการสร้างลิงค์ไปยังเว็บไซต์ …… สิ่งนี้หมายถึงการได้รับเว็บไซต์จำนวนมากเพื่อให้มีการเชื่อมโยงบางแห่งในเว็บไซต์ของพวกเขาไปยังเว็บไซต์ที่คุณกำลังเพิ่มประสิทธิภาพ สิ่งนี้สำคัญมากเพราะส่วนสำคัญของ “อัลกอริธึม” ของ SE คือความนิยมในการเชื่อมโยงยิ่งมีเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่นมากเท่าไหร่ยิ่งมีการพิจารณาโดย SE สูงขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่ายังมีปัญหาทางเทคนิคอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับ Search Engine Optimization แต่ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในบทความนี้ .. สิ่งหนึ่งที่คุณควรจำไว้เมื่อคิดเกี่ยวกับ SEO คือมันไม่ได้เกิดขึ้นทันที เนื่องจากเครื่องมือค้นหาทำงานได้อาจเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จำนวนแรงงานของคุณจะเห็นในรูปแบบของการจัดอันดับที่สูงขึ้นปัจจุบัน Google จัดทำดัชนีหน้าเว็บมากกว่า 8 พันล้านหน้าและขนาดของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ งานของพวกเขาถูกตัดออกไป

บริษัท หลายแห่งจัดการ SEO ของตนเองที่บ้านสิ่งนี้สามารถทำงานได้ดี แต่ยินดีที่จะใช้เวลาในการเรียนรู้ด้านเทคนิค “nity gritty” ของมันสามารถครอบงำได้เล็กน้อยเนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค

ในการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาอย่าง Google หลายคนถือเอาเว็บไซต์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ที่มีการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาที่น่าประทับใจ โรยฝุ่นนางฟ้าตัวน้อยที่นี่และสละไม้เท้าวิเศษที่นั่นและวอลลาห์ … จานที่ยอดเยี่ยมของการจัดอันดับหน้าแรกสำหรับคำหลักที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในอินเทอร์เน็ต [ใส่นาฬิกาปลุกที่น่ารำคาญส่งสัญญาณในตอนท้ายของลำดับความฝันการตลาดออนไลน์ร่าเริง]

ความจริงก็คือถ้าคุณคิดว่าคุณจะได้รับการจัดอันดับสำหรับคำหลักที่แข่งขันได้ง่าย ๆ โดยการเพิ่มคำหลักสองสามคำลงในเว็บไซต์ของคุณคุณต้องจีบตัวเองเพราะคุณกำลังฝัน ทำการค้นหาคำหลักของคุณและคุณจะเห็นรายการจากมากไปน้อยหน้าเว็บหลายหน้าของเว็บไซต์ที่ “ปรับให้เหมาะสม” พร้อมกับระดับความสำเร็จที่แตกต่างกัน กุญแจสำคัญคือการเข้าใจปัจจัยที่แตกต่างจากอันดับในหน้าแรกจากที่ไม่

คุณลักษณะที่พิจารณาการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทพื้นฐาน “ปัจจัยหน้า” และ “ปัจจัยหน้า” ในแง่พื้นฐานที่สุดปัจจัยบนหน้าต้องเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะภายในเว็บไซต์ของคุณและปัจจัยนอกหน้าที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่เกิดขึ้นนอกเว็บไซต์ของคุณ ในทางที่ปัจจัยบนหน้าบอกเครื่องยนต์สิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองในขณะที่ปัจจัยนอกหน้าบอกเครื่องยนต์สิ่งที่อินเทอร์เน็ตที่มีขนาดใหญ่คิดว่าคุณ

เรามาจัดการกับปัจจัยในหน้าก่อนหรือไม่ ขั้นตอนแรกคือการกำหนดคำหลักที่ผู้คนค้นหาเมื่อพวกเขากำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณนำเสนอ เครื่องมือคำหลักเช่น WordTracker และ KeywordDiscovery ช่วยให้คุณทราบว่ามีคนค้นหาข้อความค้นหาหนึ่ง ๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับคำหลักที่เกี่ยวข้อง ใช้เครื่องมือเพื่อจับคู่คำหลักที่เหมาะสมสองถึงสามคำกับแต่ละหน้าเว็บในเว็บไซต์ของคุณ เมื่อคุณเลือกคำหลักของคุณแล้วให้รวมไว้ในองค์ประกอบ html ต่างๆของหน้าเว็บของคุณรวมถึงแท็กชื่อเมตาแท็กแท็กส่วนหัวแท็ก ALT และเนื้อหาร่างกาย วิธีนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือค้นหาจะจัดหมวดหมู่หน้าเว็บของคุณสำหรับคำหลักที่คุณกำหนดเป้าหมาย

ตกลงดังนั้นตอนนี้เราได้รับทุกอย่าง “บนหน้าเว็บ” แล้วไซต์ของคุณควรจะเริ่มต้นจากการเพิ่มขึ้นของอุตุนิยมวิทยาไปสู่จุดสูงสุดของเครื่องยนต์ใช่ไหม ไม่อย่างนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคำหลักของคุณแข่งขันกันอย่างไร [ใส่ปัจจัยนอกหน้า] ปัจจัยนอกหน้าที่เกี่ยวข้องกับปริมาณและคุณภาพของลิงก์ที่เข้ามาจากหน้าเว็บภายนอก อัลกอริทึมที่กำหนดการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหานั้นขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงจากภายนอกในการประเมินสิทธิ์หรือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ในทางกลับกันไซต์ที่ได้รับ “สถานะผู้มีอำนาจ” จะอยู่ในอันดับที่สูงกว่าไซต์ที่ยังไม่ได้รับสถานะดังกล่าว

ลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพคือลิงก์จากหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่มีคำหลักที่คุณพยายามจัดอันดับในสมอข้อความของลิงก์ มีหลายวิธีในการรับลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพ ส่งเว็บไซต์ของคุณไปยังไดเรกทอรีอินเทอร์เน็ตเช่น Yahoo หรือ DMOZ.org ขอให้พันธมิตรทางธุรกิจของคุณหรือเว็บไซต์ที่เป็นมิตรอื่น ๆ เชื่อมโยงกับคุณหรือปรึกษากับ บริษัท ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหามืออาชีพที่ได้รับการรับรองในศิลปะการสร้างลิงค์

ทำไมการทำการตลาดทางออนไลน์จึงไม่เวิร์คหากไม่มีการทำ SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SEO) ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกลยุทธ์การตลาดอินเทอร์เน็ตใด ๆ นี่เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากมีจำนวนมากที่สามารถได้รับจาก SEO ในด้านการตลาดและการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต ความล้มเหลวในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับเครื่องมือค้นหาอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียอย่างมากในแง่ของการโฆษณาฟรีซึ่งได้มาจากการจัดอันดับที่ดีกับเครื่องมือค้นหา บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่เป็น SEO และจะอธิบายว่าทำไมการตลาดอินเทอร์เน็ตต้องมี SEO อย่างน้อยระดับหนึ่ง

การเพิ่มประสิทธิภาพ SEO เป็นกลยุทธ์ที่เว็บไซต์ถูกออกแบบมาเพื่อรับการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาที่ดีจากเครื่องมือค้นหายอดนิยม สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในหลากหลายวิธีและกลยุทธ์ SEO ที่ดีที่สุดได้รวมเอากลยุทธ์ที่แตกต่างหลากหลายเพื่อสร้างแคมเปญ SEO ที่มีการวางแผนอย่างดี มีหลายองค์ประกอบที่ควรพิจารณาเมื่อพยายามเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับเครื่องมือค้นหา ซึ่งอาจรวมถึงความหนาแน่นของคำหลักความโดดเด่นแท็ก META ชื่อและลิงก์ขาเข้า ความหนาแน่นของคำหลักเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ SEO ที่พบมากที่สุดและเป็นหลักเกี่ยวข้องกับการใช้คำหลักที่เกี่ยวข้องมักจะอยู่ในเนื้อหาของเว็บไซต์เพื่อแสดงความเกี่ยวข้องของคำหลักเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์ สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเครื่องมือค้นหามีแนวโน้มที่จะให้รางวัลเว็บไซต์ที่มีความหนาแน่นของคำหลักที่ดีที่สุดพร้อมการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาที่ดีเพื่อช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง

ควรพิจารณาความโดดเด่นของคำหลักด้วย ซึ่งรวมถึงวิธีการปิดคำหลักไว้ที่จุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ ข้อผิดพลาดทั่วไปของกลยุทธ์นี้คือการเชื่อว่าโอกาสแรกในการรวมคำหลักนั้นอยู่ในบรรทัดแรกของข้อความที่ปรากฏบนหน้าเว็บ สิ่งนี้ไม่เป็นความจริงเนื่องจากเครื่องมือค้นหารวบรวมข้อมูลรหัสของเว็บไซต์ซึ่งตรงข้ามกับเนื้อหาที่มองเห็นได้บนเว็บไซต์ ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสมากมายที่จะรวมคำหลักที่เกี่ยวข้องมานานก่อนที่เนื้อหาที่จะปรากฏบนเว็บไซต์ ซึ่งอาจรวมถึงรหัสสำหรับชื่อเรื่องรวมถึงแท็ก META เจ้าของธุรกิจที่ตระหนักถึงความเป็นไปได้ในการรวมคำหลักเข้ากับโค้ดจะได้รับความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่รวมคำหลักไว้ในเนื้อหาบนเว็บไซต์ของพวกเขาเท่านั้น

พื้นที่กังวลอื่นที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่สนใจใน SEO เป็นลิงค์ขาเข้า ลิงค์ขาเข้าเป็นลิงค์หลักที่อยู่ในเว็บไซต์อื่น ๆ และการเข้าชมโดยตรงไปยังเว็บไซต์ของคุณ ลิงก์เหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากเสิร์ชเอ็นจิ้นจำนวนมากวางค่าลิงก์ขาเข้าเนื่องจากเป็นตัวอย่างของเว็บไซต์หนึ่งที่แนะนำเว็บไซต์อื่น อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับลิงค์ขาเข้าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่อยู่ในอันดับที่ดีกับเครื่องมือค้นหาเพราะเครื่องมือค้นหาจำนวนมากพิจารณาอันดับของเว็บไซต์เดิมเมื่อพิจารณาค่าของลิงค์ขาเข้า

ตอนนี้เราได้อธิบายแนวคิดหลักของ SEO สั้น ๆ แล้วเราจะแสดงให้เห็นว่าทำไมการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ SEO มีความสำคัญเนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหามากและมีแนวโน้มที่จะเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่จัดอันดับเมื่อค้นหาคำหลักที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตวางใจให้เสิร์ชเอ็นจินค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องที่สุดก่อนดังนั้นจึงไม่น่าจะเข้าชมเว็บไซต์ที่ไม่ได้อยู่ในหน้าแรกหรือหน้าที่สองของผลการค้นหา ซึ่งหมายความว่าเว็บไซต์ที่ได้รับการจัดอันดับเป็นอย่างดีนั้นได้รับโฆษณาฟรีจำนวนมากจากเครื่องมือค้นหาที่วางเว็บไซต์ของพวกเขาไว้ในตำแหน่งสำคัญ เจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่ได้สละเวลาในการปรับแต่งเว็บไซต์ของตนให้พลาดโอกาสที่จะได้รับอัตราการเข้าชมเว็บไซต์

เคล็ดลับและกลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าคุณอ่านมาถึงส่วนนี้ของบทความ จะช่วยให้ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ SEO สามารถเข้าใจหลักในการทำ และสามารถนำไปใช้กับเว็บไซต์ของตนเองได้

การเลือกชื่อโดเมนของคุณ

เมื่อเลือกชื่อโดเมนโปรดคำนึงถึงคำหลักหรือ Keyword ของคุณในชื่อของโดเมน

หากคำหลักของคุณคือ “Hotel” คุณอาจจะต้องการชื่อโดเมนเช่น www.My-Hotel.com เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับด้วย keyword หลักที่คุณต้องการ

ใช้คำหลักหรือ Keyword ที่เหมาะสม

การใช้วลีคำหลักที่ยาวกว่านั้นโดยทั่วไปแล้วจะง่ายต่อการจัดอันดับและมักจะช่วยเพิ่มอันดับบน Google ได้ดีกว่า แต่ก็ควรเป็นคำที่มีการค้นหาจริงๆ ด้วยนะ ซึ่งเคร่ื่องมืออย่าง Google keyword planer สามารถช่วยคุณวิเคราะห์ได้ว่า Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณคืออะไร

ฉันควรใช้ Keyword จำนวนเท่าไหร่

เพื่อให้การดำเนินการในการทำ SEO ให้ง่ายขึ้น พยายามปรับให้เหมาะสมสำหรับแต่ละหน้าด้วยคำค้นหาสูงสุด 5 คำ

เมตาแท็ก

แท็กชื่อเรื่อง

เครื่องมือค้นหาจำนวนมากมองหาเมตาแท็กส่วนใหญ่ แต่ก็ยังจำแท็กชื่อได้ พยายามที่จะรวมคำหลักที่สำคัญที่สุดของคุณที่จุดเริ่มต้นของชื่อเรื่องนี้จะเพิ่มความโดดเด่นของมัน เมื่อปรับแท็ก title ให้ตรงที่สุด อย่ารวมคำที่หยุดเช่น “ถึง,”, “,”, “,”, ฯลฯ “… Search Engine Spiders มองข้ามคำเหล่านี้และการรวมคำเหล่านั้นลงไปเพียงลดน้ำหนักคำหลักของคุณลงในแท็ก

คำอธิบายแท็ก meta description

description-tag ยังคงถูกใช้งานโดยเครื่องมือค้นหาบางอย่าง พยายามอธิบายเนื้อหาของหน้าเว็บในหนึ่งประโยค แท็กนี้ยังปรากฏอยู่ในเครื่องมือบางตัวดังนั้นพยายามทำให้แท็กอ่านได้ดีและดึงดูดสายตาใครบางคน

แท็ก Meta keyword

เครื่องมือจำนวนมากมองข้ามแท็กนี้พยายามวางคำหลัก 3-4 คำของคุณที่นี่

กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาบนหน้าเว็บ

แท็ก H1, H2, H3

พยายามแบ่งหน้าของคุณออกเป็นย่อหน้าโดยใช้แท็ก H1 คำหลักหนึ่งคำในหน้าเว็บโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญที่สุดของหน้า ย่อหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ควรจะแตกออกโดยใช้คำหลักที่อุดมไปด้วยแท็ก H2 H2 ลองใส่ H3 บางแท็กเมื่อทำได้

ลิงค์ภายใน

พยายามที่จะเชื่อมโยงหน้าเว็บของคุณโดยใช้คำหลักยึดข้อความ เพื่อให้ง่ายและไม่เสียสละอะไรมากกับรูปลักษณ์ของหน้าคุณสามารถใช้ bread crumb navigation เช่นหน้าแรก> บริการ SEO

การตั้งค่าแท็ก IMG โดยใช้ Alt เพื่อบอกข้อมูลของรูปภาพ

พยายามใส่แท็ก IMG Alt แบบ desriptive ทุกครั้งที่ทำได้ โปรดจำไว้ว่าเมื่อมีคนอยู่เหนือภาพข้อความนี้จะถูกแสดงจึงทำให้สามารถอ่านได้

การตั้งค่าส่วนของแท็ก Body ซึ่งเป็นส่วนการแสดงผลของบทความ

เป็นความคิดที่ดีมากเมื่อ SEO เพิ่มประสิทธิภาพหน้าเพื่อรวมคำหลักของคุณที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเนื้อหา พยายามที่จะรวมคำหลักของคุณในพื้นที่นี้ในจำนวนที่เหมาะสม เป็น Stragtegy SEO ที่ดีในการทำลายเนื้อความด้วยแท็ก Header ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น พื้นที่ของร่างกายควรมี 300- 1300 คำพยายามที่จะรวมรูปแบบของคำหลักหรือวลีคำหลักของคุณด้วย การเขียนในลักษณะที่เป็นธรรมชาตินั้นสำคัญมาก

การทำ SEO ด้วยวิธีแบบ White Hat หรือ Black Hat แบบไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากัน

ในกระบวนการของการพยายามที่จะได้รับความนิยมและนำมาซึ่งธุรกิจมากขึ้นมีบาง บริษัท ที่มองการใช้โหมดทั่วไปบางอย่างของการใช้ประโยชน์ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา วิธีนี้อาจช่วยให้พวกเขาหรือย้อนกลับและนำไปสู่ไซต์ของพวกเขาที่มีบัญชีดำอยู่ในดัชนี ดังนั้นในตอนท้ายของวันมันไม่สำคัญว่าเว็บไซต์ของพวกเขาจะดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่พวกเขานำมาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้งาน

สองวิธีสำหรับ SEO คือ White hat SEO หรือ Black Hat SEO ชื่ออาจฟังดูสับสน แต่เป็นโหมดที่ผู้คนดึงดูดผู้เข้าชมหน้า หนึ่งในนี้คือจริยธรรมในขณะที่อื่น ๆ ที่ผิดจรรยาบรรณและถือว่าคล้ายกับการโกง ดังนั้นเมื่อบุคคลหรือองค์กรหมดหวังสำหรับการมองเห็นบางอย่างพวกเขาอาจใช้โหมดนี้ซึ่งทำให้พวกเขาโชคร้าย

White hat เป็นวิธีการตลาดเสิร์ชเอนจิ้นและโหมดการตลาดทางอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ปฏิบัติตามแนวทาง พวกเขาใช้เทคนิคที่ได้รับอนุมัติจากเครื่องมือค้นหา ด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์หรือเพิ่มคำพิเศษที่อาจดึงดูดความสนใจผู้ใช้จะต้องพึ่งพาลิงก์หรือการจัดการแบบจ่ายต่อคลิกเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้งาน ไม่มีลูกเล่นหรือช็อตคัทที่นี่ เนื้อหาของหน้าถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บริการข้อมูลแก่ผู้ใช้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของ SEO หรือที่เรียกว่ารายการค้นหาทั่วไปเว็บไซต์เหล่านี้พึ่งพาจุดแข็งของตนเองมากกว่าจัดการกับระบบ

ในทางกลับกันหมวกดำ SEO เป็นเส้นทางที่ต้องการน้อยกว่าเพราะนำไปสู่การแบนเว็บไซต์หากค้นพบ ที่นี่เจ้าของไซต์อาจใส่เนื้อหาเพียงเพื่อล่อลวงเครื่องมือค้นหา อาจเป็นข้อความที่ซ่อนอยู่ในด้านหลังหรือวางไว้นอกหน้าจอ มันเรียกว่า spamdex และผิดจรรยาบรรณไม่ได้รับการอนุมัติจากเครื่องมือค้นหาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ข้อความการปิดบังหรือข้อความที่มองไม่เห็นในเว็บไซต์เหล่านี้เพื่อล่อใจลูกค้าให้เข้ามาในพอร์ทัลของพวกเขา ที่นี่ผู้ใช้พยายามเชื่อมต่อเครื่องมือค้นหาเข้ากับเชื่อว่าเว็บไซต์ของพวกเขามีข้อความที่เกี่ยวข้องเมื่อป้อนคำหลักและพยายามเพิ่มอันดับของพอร์ทัลนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาด้วยวิธีนี้จะนำไปสู่การขับไล่และสูญเสียอันดับของเว็บไซต์โดยเฉพาะจากดัชนีและจะไม่ปรากฏในผลลัพธ์ที่แสดงบนเครื่องมือค้นหา

SEO คืออะไรและการมีลิงก์ย้อนกลับ หรือ Backlink ช่วยอะไรได้บ้าง

SEO เป็นหนึ่งในงานที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นโดยมีอยู่ในโลกธุรกิจอินเทอร์เน็ต มี “ความลับ” และ “กูรู” ที่ให้ความรู้ที่ซ่อนอยู่ซึ่งจำเป็นสำหรับการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาอันดับต้น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหานั้นง่ายมาก

การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาหรือ SEO สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน: SEO ในสถานที่และการสร้างลิงค์

SEO ในสถานที่เป็นกระบวนการของการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาของหน้าของคุณสำหรับคำหลักหรือคำหลักที่เฉพาะเจาะจง วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเช่นนี้คือการใช้เครื่องมือฟรีเช่น WebCEO ที่จะวิเคราะห์หน้าเว็บของคุณและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ SEO ในสถานที่กำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักของคุณถูกค้นพบ (ในตัวเลขที่ถูกต้อง) ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เครื่องมือค้นหาต้องการเห็นคำหลักของคุณใน:

  • ชื่อหน้า
  • ร่างกายหน้า
  • ข้อความตัวหนา
  • ด้านบนของหน้า
  • ด้านล่างของหน้า
  • ข้อความแทน
  • ลิงค์ข้อความ

การสร้างลิงก์ในช่วงครึ่งหลังของ SEO มีความสำคัญอย่างน้อยเท่ากับการทำ SEO ในสถานที่ แต่มักจะถูกละเลย เมื่อเครื่องมือค้นหาดูไซต์ของคุณพวกเขาจะดูไซต์ทั้งหมดที่ลิงก์ไปยังไซต์ของคุณด้วย แต่ละไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณจะให้จำนวน “ผู้ลงคะแนน” ในไซต์ของคุณตามปัจจัยหลายประการ

ดังนั้นยิ่งลิงก์คุณภาพที่คุณสามารถไปยังไซต์ของคุณได้มากเท่าไรคุณจะยิ่งมีอันดับสูงในเครื่องมือค้นหาสำคัญ ๆ แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มได้รับลิงค์ไปยังเว็บไซต์ของคุณคุณต้องรู้ว่าอะไรทำให้ลิงค์คุณภาพ มีปัจจัยหลายอย่างที่กำหนดคุณภาพของลิงก์:

การใช้ Anchor text

ลิงก์คุณภาพสูงจะมีคำหลักของคุณในข้อความจุดยึดหรือส่วนข้อความที่คลิกได้ของลิงก์

คุณภาพของเว็บไซต์ที่ทำ Backlink

ลิงค์คุณภาพสูงนั้นมาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาโดดเด่นและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ

การเปลี่ยนแปลงข้อความ Anchor

เมื่อสร้างการเชื่อมโยงคุณจะต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความสมอของคุณ หากลิงก์ทั้งหมดของคุณมีข้อความเหมือนกันเครื่องมือค้นหาอาจลดระดับเป็นสแปม

ช้า แต่แน่นอน

สิ่งที่ดีมาให้กับผู้ที่รอ. ลิงค์อาคารควรทำอย่างช้าๆและมั่นคง หากคุณสร้างลิงค์จำนวนมากในคราวเดียวคุณอาจเสี่ยงต่อการถูกลดระดับเป็นสแปมโดยเครื่องมือค้นหา

25 ความเชื่อเก่าๆ ของการ SEO ที่คุณควรเลี่ยงก่อนเปรับแต่งเว็บไซต์

ทุกวันนี้คุณอาจคิดว่า คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา หรือ SEO แล้ว ลองคิดดูใหม่อีกครั้งมั้ย บางสิ่งที่คุณรู้อาจเป็นแค่ความเชื่อเก่าๆ ในการทำ SEO มาดูกันว่า 25 ความเชื่อ ที่คุณควรเลี่ยงถ้าหากต้องการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมีอะไรกันบ้าง

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา หรือ SEO สามารถทำได้โดยทุกคน ถ้าคุณคิดว่าแค่ลง WordPress แล้วเพิ่มบทความแค่นี้ก็ติด SEO แล้ว คุณคิดผิด เพราะนั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
  2. SEO เป็นเรื่องสำหรับเว็บไซต์ที่ขายสินค้าออนไลน์เท่านั้น โอ้วแล้วเว็บอื่นๆ ล่ะ ไม่มีคนค้นหหาบน Google จริงๆ หรอ
  3. บริษัท SEO สามารถรับประกันในการทำให้อันดับสูงสุดแก่ลูกค้าของพวกเขา เหอะ! ถ้าเชื่อแบบนี้จริงๆ ลองไปคุยกับคนที่เคยจ้างทำ SEO ดูสิ แล้วคุณจะอยากร้องไห้
  4. SEO ให้ผลลัพธ์ในชั่วข้ามคืน คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ในวันนี้และคาดว่าจะอยู่ในอันดับสูงในวันพรุ่งนี้ อันนี้ไม่พูดอะไรมากมีคนเชื่อแบบนี้เยอะจริงๆ
  5. สร้างลิงค์เพิ่มเติมเข้ามาที่เว็บไซต์เยอะๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของเว็บไซต์ที่ทำลิงค์เข้ามา บางทีลองกรองสักนิดก็ไม่เป็นไหรหรอกมั้ง
  6. การคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นเป็นเรื่องปกติและวางไว้บนเว็บไซต์ของคุณเอง ระวังจะโดนเรื่องลิขสิทธิ์นะ
  7. คุณไม่จำเป็นต้องเขียนเนื้อหาที่ไม่ซ้ำสำหรับเว็บไซต์ของคุณเนื่องจากคุณสามารถจัดส่งบทความจากไดเรกทอรี
  8. ไม่จำเป็นต้องทำงานเพิ่มเติมหลังจากที่คุณปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณแล้ว
  9. การจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาเป็นสิ่งที่สำคัญ
  10. ยิ่งมีการเชื่อมโยงมากขึ้นปริมาณก็สำคัญและไม่ใช่คุณภาพ
  11. ไม่จำเป็นต้องส่งเว็บไซต์ไปยังสารบบเว็บ
  12. เว็บไซต์ไม่ต้องการเนื้อหาที่อัพเดท
  13. เครื่องมือค้นหาจะไม่ทราบว่าคุณใช้เทคนิค Blackhat SEO
  14. การทำ SEO ด้วยตัวคุณเองนั้นดีกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ความจริงคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยตัวเอง
  15. การออกแบบเว็บไม่จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสม
  16. ความสามารถในการนำทางของเว็บไซต์ หรือ Site navigation ไม่มีผลต่อการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหา
  17. เครื่องมือค้นหาจะต้องจัดลำดับความสำคัญกว่าตลาดเป้าหมาย
  18. ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบเมื่อเว็บไซต์ได้รับการปรับให้เหมาะสมแล้ว
  19. ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์รู้วิธีเรียกดูเว็บไซต์แล้วดังนั้นไม่ต้องกังวลกับการใช้งาน
  20. Flash เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการนำเสนอข้อความของคุณ
  21. คุณสามารถเขียนสิ่งที่คุณต้องการในเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ
  22. คุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มคำหลักในเนื้อหาของเว็บไซต์
  23. การเพิ่มรูปภาพขนาดใหญ่ในเว็บไซต์ทำให้เว็บไซต์น่าสนใจยิ่งขึ้น
  24. ไม่สำคัญว่าเว็บไซต์จะโหลดช้าหรือไม่ในขณะนี้มีผู้ใช้บรอดแบนด์ที่มีความเร็วสูงมากกว่า
  25. ทำไมยังคงปรับปรุงเว็บไซต์เมื่อยังสามารถทำดัชนีโดยเครื่องมือค้นหาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือความเชื่อเก่าๆ ที่คิดว่าจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการทำ SEO ทั้ง 25 ข้อ ผู้ดูแลเว็บและผู้ปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อทำ SEO จะต้องระวัง บางคนดูเหมือนจะยังเชื่อแบบนี้อยู่ดังนั้นจงระวังให้ดีไม่งั้นจะเป็นฝันร้ายของธุรกิจแน่ๆ

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก:
– Photo by Caio Resende from Pexels
– Business vector created by slidesgo – www.freepik.com
– Business vector created by pikisuperstar – www.freepik.com

Categories
Wordpress

WordPress ดีอย่างไร ทำไมธุรกิจถึงควรใช้เป็นระบบจัดการเนื้อหาหรือ CMS สำหรับธุรกิจ

ในกลุ่มของคนทำธุรกิจออนไลน์ มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการใช้ WordPress นอกเหนือจากการเป็นเว็บบล็อกทั่วไป จนสร้างเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติที่ซับซ้อน อย่างเว็บ ecommerce ได้ ซึ่งข้อดีหลักๆ ของ wordpress ก็คือการทำ SEO นั่นเอง

WordPress นอกจากเป็นเว็บเขียนบทความ เราสามารถนำไปสร้างเป็นอะไรได้อีกบ้าง

ต้องเข้าใจก่อนว่าซอฟต์แวร์ของ WordPress เริ่มต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างบล็อก ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้เขียนบทความเป็นหลัก หลักจากนั้นมีนักพัฒนาเข้ามาร่วมกันสร้างสังคมของ WordPress ให้เติบโตมากขึ้น ปัจจุบันมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้ามาร่วมกันพัฒนา Plugin ไปแล้วถึง 54,964 plugin และมีผู้ใช้งาน wordpress ในการพัฒนาถึง 34% ในการสร้างเว็บบล๊อกรวมไปถึงเว็บข่าวสารขนาดใหญ่

ดังนั้นหากต้องการทำเว็บไซต์ด้วย wordpress ให้สามารทำงานเหมือนเครื่องมือจัดการเนื้อหาประเภทอื่น เช่น เว็บขายของออนไลน์ หรือเว็บที่ต้องการระบบสมัครสมาชิก สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ ต้องใช้ปลั๊กอินที่ถูกต้อง และมีความคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่คุณจะสร้าง

มาดูกันว่าคุณสามารถใช้ WordPress เป็นเว็บไซต์รูปแบบไหนได้ ผมสรุปออกมาเป็นหัวข้อได้ดังนี้นะครับ

1) เว็บไดเรกทอรีของบทความ

เว็บไดเรกทอรี่ หรือเว็บที่ทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาไว้ที่เว็บไซต์ของเรา ตัว WordPress เองที่สามารถทำได้ โดยมี Plugin จำนวนมาก ที่สามารถดึงบทความจากแหล่งต่างๆ มาไว้ในที่เดียวกัน และเพื่อให้ WordPress ทำงานเป็นเว็บไดเรกทอรีได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นจะต้องมีปลั๊กอินพิเศษ และแหล่งข้อมูลสำหรับบทความ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากสักหน่อยโดย

หลังจากคุณตั้งค่าปลั๊กอิน WordPress แล้วคุณจะต้องลงทะเบียนเพื่อรับรายชื่อการแจกจ่ายบทความของนักการตลาดบทความ โดยการกรอกแบบฟอร์มและระบุหมวดหมู่ (หรือเลือกหมวดหมู่ทั้งหมด) คุณมีสิทธิ์รับบทความทั้งเก่าและใหม่ที่ส่งไปยังเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตามด้วย WordPress เป็นไดเรกทอรีบทความคุณจะสามารถรับบทความที่รวบรวมได้เท่านั้น ผู้เขียนจะไม่สามารถลงทะเบียนหรือสร้างบัญชีกับคุณโดยตรง

2) เว็บไซต์สมาชิก

คุณสามารถตั้งค่าเว็บไซต์สมาชิกฟรีหรือจ่ายเงินโดยใช้ WordPress สิ่งที่ต้องทำคือปลั๊กอินง่ายๆที่จะทำให้งานเสร็จสมบูรณ์ เมื่อคุณติดตั้งปลั๊กอินแล้วสมาชิกจะต้องลงชื่อเข้าใช้เว็บไซต์ของคุณเพื่อดูเนื้อหา นอกจากนี้คุณยังสามารถวางฟอร์มการเข้าสู่ระบบในไฟล์ธีม WordPress ของคุณเพื่อให้ผู้ใช้เข้าและออกจากเว็บไซต์สมาชิกของคุณได้ง่าย

อย่างไรก็ตามปลั๊กอินจะสร้างระบบสมาชิกอย่างง่ายเท่านั้น ดังนั้นหากคุณต้องการสร้างระดับสมาชิกที่แตกต่างกันและคุณสมบัติขั้นสูงคุณอาจต้องการสมัครสมาชิกกับระบบสมาชิกระดับมืออาชีพเช่น ส่วนตัวผมแนะนำปลั๊กอินของ ultimate membership pro ครับ และใช้ปลั๊กอินที่มีอยู่ เพื่อรวมเข้ากับ WordPress

สำหรับ ultimate membership pro มีปลั๊กอินที่พร้อมใช้งานในราคาที่เหมาะสม และทีมสนับสนุนของพวกเขาคอยซัพพอร์ตหากมีปัญหาจากการใช้งาน คุณจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับทางเทคนิค

3) เว็บไซต์สำหรับลงโฆษณา

WordPress สามารถทำงานได้เหมือนเว็บไซต์คลาสสิฟายด์อื่น ๆ ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนในเว็บไซต์ของคุณ และวางคลาสสิฟายด์ในรูปแบบของโพสต์บล็อกใหม่ พวกเขายังสามารถกำหนดวันหมดอายุสำหรับโฆษณาและระบุรายชื่อหรือโฆษณา “ต้องการ”

อย่างไรก็ตามคุณจะต้องสร้างหมวดหมู่ที่จำเป็นทั้งหมด และแม้แต่สร้างหน้าข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อสอนผู้ใช้ของคุณถึงวิธีการวางโฆษณา

ข้อดีของการใช้ WordPress เป็นเว็บไซต์คลาสสิฟายด์คือคุณสามารถใช้กลยุทธ์การติดแท็กในบทความได้ เพื่อรองรับการทำ SEO

4) เว็บไซต์ฝึกอบรมออนไลน์ ในรูปแบบของไฟล์เสียง / วิดีโอ

การใช้ปลั๊กอินความเป็นสมาชิกที่กล่าวถึงข้างต้นหรือปลั๊กอินความเข้ากันได้ของ WordPress ของ AmemberPro.net คุณสามารถสร้างเว็บไซต์สมาชิกด้วย WordPress จากนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือเพิ่มปลั๊กอิน “Podpress” ที่ดูแลองค์ประกอบเสียงและวิดีโอทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณ

คุณจะสามารถแสดงและสตรีมเสียง MP3 หรือวิดีโอ FLV โดยใช้เครื่องเล่นในตัว ปลั๊กอิน Podpress นั้นมีความแข็งแกร่งและช่วยให้คุณสามารถระบุการตั้งค่าบน iTunes เพื่อให้คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ในเชิงพาณิชย์และสามารถใช้ได้กับชุมชน iPod / iTunes ทั้งหมด

อย่างที่เห็นในตอนนี้มีความเป็นไปได้มากมายเมื่อพูดถึงการใช้ WordPress ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถทำเว็บได้แทบจะครอบคลุมทุกรูปแบบผ่านการใช้ Plugin ที่เหมาะสม

5) เว็บร้านค้าออนไลน์

สำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์นั้น WordPress เองก็มี Plugin ที่สามารถนำมาสร้างเป็นเว็บขายของออนไลน์ได้ นั่นคือ Woocommerce โดยสามารถทำเป็นเว็บขายออนไลน์ได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปพัฒนาระบบขายสินค้าออนไลน์ขึ้นมาใหม่เลย

สำหรับบทความนี้จะเป็นการแนะนำในเบื้องต้นนะครับว่า สามารถนำ WordPress มาพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง ถ้าเพื่อนๆ ท่านใดที่สนใจการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเรากันด้วยนะครับ

Categories
ธุรกิจและการจัดการ

เมเนเจอร์ยุคใหม่เปลี่ยนไป เมื่อแนวคิดแบบโลกเก่าอาจไม่พอให้อยู่รอดได้

วันนี้ผมลองเปลี่ยนมาใช้มือถือในการเขียนบทความ เพราะมี mission ที่อยากจะเขียนบทความให้ได้ทุกวัน ผมพบว่ามันเขียนได้ง่ายมากๆ สำหรับ gutenberg ที่ wordpress พยายามดันให้เป็น text editor หลักของระบบ

บทความนี้ผมเกิดไอเดียระหว่างนั่งรถ และฟัง mission to the moon ไปด้วย สาเหตุเริ่มมาจากเริ่มหาคำตอบหลายๆ อย่างให้กับตัวเอง พยายามจะเปลี่ยนนิสัยให้ทันกับโลกยุคใหม่ รวมไปถึงต้องการเพิ่มทักษะของภาวะผู้นำ และเทคนิคทางด้าน user experience ตามไปด้วย ประเด็นแรกเลยคือ ผมเริ่มสังเกตว่าปัจจุบันไม่ค่อยได้ทำงานในเชิงลึก ซึงเป็นรูแบบของตัว l คือลึกอย่างเดียว แต่ต้องปรับตัวมาเป็นแบบตัว T

สำหรับทักษะแบบ T (รู้ลึกในทักษะของตัวเอง และรู้กว้างในภาพรวมของธุรกิจ) ค่อนข้างมาความสำคัญกับเมเนเจอร์ยุคใหม่ จะมาใช้วิธีเปิดตำราแก้ไขแบบยุคเก่าคงไม่ทันการ

ถ้าอยากรู้ว่าเราจะมีงานทำไปตลอดมั้ยให้ดูว่าเราพยายามจะสร้างคุณค่าอะไรอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่าจนบริษัทต้องร้องขอให้เราอยู่ต่อ แบบนี้ยังไงก็ไม่ตกงาน

จากพี่ท่านหนึ่งที่ผมนับถือในวงการ SEO

ทีนี้ถ้าจะเปลี่ยนวิธีการเป็นแบบใหม่ก็คงหนีไม่พ้นการใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป แล้วความคิดสร้างสรรค์จะมาได้อย่างไร ความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิดเลยถ้ายังยึดวิธีการแบบเดิมๆ ในสายงานของ UX ไอเดียที่เราคิดได้มักจะเป็นไอเดียที่เก่าไปแล้วเสมอ เหมือนกับเวลาเราถามว่าถ้าอยากจะปรับปรุงให้ดีควรทำอย่างไร ถ้าเมื่อก่อนเราคงจะขุดเอาทฤษฎีมาใช้ แต่ยุคนี้ความเชื่อส่วนตัวผมคือ อาจจะไม่พอ หรือไม่สำเร็จแบบเมื่อก่อนแล้วก็ได้

ผมกับทีมเคยทดลองว่าเราจะสร้างไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างไร คำตอบที่หลายๆ ครั้งค่อนข้างหน้าทึ่ง เพราะ เราเขียนเป็นไอเดียออกมาได้เป็นร้อยไอเดีย

ปัญหาต่อมาคือ ไอเดียจะถูกนำไปใช้ได้มั้ยหลักๆ เรามักจะให้ค่ากับคำที่ได้เงินเดือนสูงสุดในโต๊ะเป็นคนเลือก เมเนเจอร์ก็ต้องเอาใจเจ้านาย บางทีไอเดียนั้นก็อาจจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีที่สุด แต่ทำไปเพราะนายชอบ

สิ่งนี้อาจทำให้ไฟในทีมมอดลงได้ เมเนเจอร์ก็ควรปรับตัวและแสดงศักยภาพของทีมออกมาให้มากที่สุด การพลักดันทีมถือเป็นหน้าที่ของเมเนเจอร์ยุคใหม่มากกว่า การคอยตรวจงานให้ตรงตามสิ่งที่ทำตามๆ กันมา

ในบรรดาโค้ชทางด้านการบริหารธุรกิจ มักจะมีคำพูดอยู่ในทำนองว่า ต้องเป็นคนแรกที่ทำ ถ้าไม่ใช่คนแรกก็ต้องแตกต่าง ถึงจะแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่สามารถโดน disrupt ได้ตลอดเวลา

มาถึงตรงนี้ เมเนเจอร์อาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในสายงานแล้ว แต่ต้องเป็นคนที่รู้กว่า ปรับตัว ยอมทิ้งเปลือกเมื่อต้องพูดคุยในไอเดียเพื่อให้บริษัทอยู่รอด เพราะถ้ายังยึดกับค่าประสบการณ์เก่าๆ การจะแข่งขันให้รอดคงยาก และร้ายที่สุดอาจถึงขั้นยุบทีม

เมเนเจอร์ควรเป็นเหมือนหินลับมีด ที่พยายามทำให้ทีมคมที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน มากกว่าจะเป็น micro manage ลองดูว่าทีมจะอึดอัดแค่ไหนถ้าไม่สามารถมีอิสระในการทำงานได้ การคิดให้ ก็เหมือนจะดี แต่ทีมก็โตช้า ลองเปลี่ยนเป็นมองภาพกว้าง แล้วให้ทีมไปถึงจุดหมายด้วยเค้าเองดีกว่าครับ

Categories
ทำเว็บ SEO

รับทำ seo แบบไหนนะที่น่าจ้างมาทำ แบบไหนควรเลี่ยง

การทำ SEO มีมานานมาก พร้อมๆ กับการเติบโตของ Google เลย สำหรับคนใหม่ที่สงสัยว่า SEO คืออะไรผมขอสรุปสั้นๆ นะครับ

SEO คืออะไร ทำไมมีคนมารับทำ SEO เยอะจังเลย

SEO เป็นการปรับเว็บไซต์ของเราให้ลูกค้า หรือผู้ใช้เจอเว็บไซต์เรา ในคำที่เค้าอยากค้นหา เช่น ถ้าผู้ใช้งาน หรือลูกค้า พิมพ์ว่า รับทำเว็บ แล้วธุรกิจผมคือรับทำเว็บอยู่แล้ว ก็ต้องการให้อันดับแรกๆ เป็นเว็บของผม เพื่อให้ลูกค้าเจอเราบน Google นั่นเองครับ

รับทำ SEO แบบไหนที่ควรจ้าง
ผมชอบ gif นี้มากเลย ไม่ทำ SEO ไม่เจอบน Google นะเจอ เดี๋ยวเฉลยให้ว่าทำยังไง

ถ้าทำเว็บแต่ไม่ทำ SEO บอกเลยพลาดมาก ผมอยากให้ย้อนไปดูว่า เราต้องใช้งบเท่าไหร่ในการทำเว็บขึ้นมา จากบทความนี้เลยครับ ทำเว็บไซต์เอาไว้ยิงแอดต้องใช้งบเท่าไหร่

ปกติถ้าเว็บเราอยู่อันดับ 1 จะมีอัตราการกดเข้าไปดูสูงถึง 30.8% (CTR) หมายความว่า ถ้ามี 100 คนเห็น จะมี 38 คนที่กดเข้าไปดูเว็บเรา ผมว่าเยอะมากๆ นะ ขอย้ำอีกทีว่า ฟรี เพราะเราไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาด้วยวิธีการทำ SEO

อ้างอิงบทความ: Here’s What We Learned About Organic Click Through Rate

แล้วฉันอยากจะจ้างคนทำ SEO ล่ะต้องเตรียมตัวอย่างไร

ไม่ต้องคิดเยอะครับ เตรียมข้อมูลตามนี้ได้เลย

  • เว็บไซต์ที่ทำเสร็จแล้ว
  • ปรับแต่งเว็บให้รองรับมือถือ
  • เอาไอเดียคร่าวๆ ไปคุยกับคนรับทำ SEO ว่าลูกค้าคือกลุ่มไหน อะไรคือสินค้าหรือบริการที่เราจะขาย
  • สอบถามวิธีการกับคนรับทำ SEO ว่าทำแบบไหน ซึ่งวิธีการทำจะมี 2 แบบใหญ่ๆ คือ
    • การปรับ Onpage หรือเนื้อหาและโครงสร้างเว็บไซต์
    • การเสริม Offpage หรือการหาลิงค์มายังเว็บไซต์เรา

เราได้ไอเดียคร่าวๆ หรือยังครับว่า ถ้าจะจ้างต้องรู้อะไรบ้าง ที่นี้เรื่องสำคัญเลยคือราคา

รับทำ SEO เค้าคิดราคากันยังไง

ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชียร์ให้จ้างเท่าไหร่ เพราะธุรกิจแต่ละตัวก็มีความยากง่ายในการทำ SEO ที่ต่างกัน ซึ่งผมอยากให้เช็คก่อนครับ จากบทความเรื่อง ขายออนไลน์อะไรดี บทความนี้ผมจะสอนเรื่องการใช้ Google trend วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าว่าเค้าค้นหาอะไร

สรุปกันก่อนจบนะครับ การทำ SEO เป็นช่องทางดึงลูกค้ามาที่เว็บไซต์เรา ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งนะครับในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งยังมีการทำการตลาดออนไลน์อีกหลายอย่าง อย่าลืมศึกษากันเพิ่มเติมอยู่ตลอดนะครับ